วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

เรื่องที่ ๑๑ : โคจร อโคจร : สถานที่ใดบ้างที่พระภิกษุไม่ควรไป?


มีเรื่องที่สร้างความฮือฮาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่พักหนึ่งก็คือกรณีมีผู้ร้องเรียนถึงพฤติกรรมการเดินห้างไปซื้อสิ่งต่างๆ ของพระสงฆ์ โดยเนื้อหาที่ร้องเรียนได้ระบุถึงความไม่เหมาะสมที่พระสงฆ์ไปเดินในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ห้างพันธ์ทิพย์ เป็นต้น ทำให้หลายฝ่ายโดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมต้องออกมาพูดและดูเหมือนว่าจะออกกฎเข้ามาควบคุมเรื่องนี้ด้วย ซึ่งก็ทำให้ชาวพุทธมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนี้ขอนำเสนอความหมายและแนวทางปฏิบัติต่อเรื่องนี้ไว้ในประเด็นต่อไปนี้

    ๑. ความหมาย คำว่า “โคจร” แปลว่า สถานที่เที่ยวไปของโค หมายถึง สถานที่หากินของโค พระพุทธเจ้าทรงนำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกับการดำเนินชีวิตของพระสงฆ์ที่ต้องอาศัยชาวบ้าน จึงทรงบัญญัติพระวินัยเกี่ยวกับเรื่องโคจรขึ้นมา โดยสรุปสถานที่ที่พระภิกษุพึงเข้าไป จะต้องมีความเหมาะสมกับสถานภาพของนักบวช ยกเว้นในบางกรณีที่จำเป็น เช่น ในยามเกิดศึกสงครามจำเป็นต้องลี้ภัยก็สามารถเดินทางไปกับกองทัพได้ แต่มีสถานที่ที่เป็นอโคจร หมายถึง บุคคลหรือสถานที่พระสงฆ์ไม่ควรเข้าไป เนื่องจากมีความไม่เหมาะสม และอาจก่อให้เกิดเรื่องเสียหายขึ้นทั้งแก่ตัวพระสงฆ์เองและพระศาสนา ซึ่งท่านแสดงไว้ ๕ ประการ คือ หญิงม่าย สาวเทื้อ (สาวแก่ที่ยังไม่แต่งงาน) บัณเฑาะก์ (กระเทย) ภิกษุณี และโรงสุรา (รวมแหล่งถึงขายยาเสพติดและแหล่งการพนันทุกชนิด) 

    ๒. ประเด็นการพิจารณาว่าพระไปเดินตามห้างเหมาะสมหรือไม่ คงต้องวินิจฉัยในหลายเรื่อง อย่างแรกอาจมองไปที่ว่า เรื่องห้างยังไม่มีในสมัยพุทธกาล แต่มีหลักของมหาปเทสที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้เป็นหลักในการพิจารณาเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้านำหลักมหาปเทสมาใช้ ห้างที่มีคนพลุกพล่านก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่พระสงฆ์ไม่ควรไป โดยเฉพาะการไปจับจ่ายซื้อสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ถ้าว่าตามหลักวินัยจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ผิดอยู่แล้ว แต่ในประเทศไทยเราก็อนุโลมกันว่าพระภิกษุสามารถรับเงินและซื้อสิ่งของได้ ถ้ามุ่งไปที่ลักษณะการตัดสินพระธรรมวินัย ๘ ประการ ก็ดูเหมือนว่า การไปเดินตามห้างเพื่อซื้อสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องที่ผิดจากหลักการข้อนี้ เพราะไม่ได้มุ่งไปเพื่อความมักน้อย สันโดษ ความสงัด แต่เป็นเรื่องของความพลุกพล่าน ไม่สอดคล้องกับคำว่า สมณะที่แปลว่า ผู้ต้องการความสงบ 

    ขอจบเรื่องนี้ไว้เพียงแค่นี้นะครับ อย่างไรขอให้ชาวพุทธใช้สติปัญญาให้มากนะครับ อย่าใช้อารมณ์และอัตตาเป็นเครื่องตัดสิน แต่ขอให้ยึดพระธรรมวินัยไว้นะครับแล้วทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างถูกต้อง และจะก่อให้เกิดผลดีต่อพระศาสนาโดยรวม

บท ความที่ผมนำมาลงนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักพิมพ์คุณา แต่หากท่านต้องการนำบทความเรื่องราวในบล๊อกของผมออกไปเผยแพร่ที่อื่นผมยินดีครับ...เพียงแต่ขอให้ลงเครดิสให้กับอาจารย์ของผมนิดหน่อยตรงชื่อผู้เขียนว่า เขียนโดย ผศ.ธีรโชติ เกิดแก้ว จากสำนักพิมพ์คุณา ก็ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เรื่องที่ ๑๐ : คว่ำบาตร : บทลงโทษสร้างสรรค์หรือทำลาย?


เหตุเกิดขึ้นที่สภาชุมชนบ้านโคกไม้ขาว ผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงหนักแน่นหลังจากได้ประชุมปรึกษาหารือกับลูกบ้านเรื่องพฤติกรรมของพ่อค้าคนกลางที่เอารัดเอาเปรียบชาวนาด้วยการกดราคาข้าวให้ต่ำลง ทำให้ชาวนาเสียผลประโยชน์ว่า 

“เราจะต้องคว่ำบาตรพวกพ่อค้าหน้าเลือดเหล่านี้” 

ตาขำทักท้วงขึ้นมาทันทีว่า “คว่ำบาตรแล้วพระจะเอาบาตรที่ไหนไปบิณฑบาตเล่าผู้ใหญ่” 

ผู้ใหญ่บ้านชักฉุนจึงพูดขึ้นว่า “จะเล่นตลกหรือไงตาขำ ที่ผมพูดน่ะ ไม่ได้หมายความว่าให้ไปเอาบาตรพระมาคว่ำ แต่หมายถึง การไม่คบค้าสมาคม ไม่ขายข้าวให้กับพวกพ่อค้าหน้าเลือดเหล่านั้น พวกเราต้องรวมกลุ่มกัน เป็นผู้ตั้งราคาข้าวขึ้นมาเอง จะได้ไม่ถูกเขาเอารัดเอาเปรียบอีก” 

ตาเขียนถามขึ้นบ้างว่า “ผู้ใหญ่ ถ้าเราตั้งราคาเองแล้ว ไม่มีพ่อค้าคนไหนมาซื้อเล่าจะทำอย่างไร” 

ผู้ใหญ่ตอบทันทีว่า“เอ็งไม่ต้องกังวลไปหรอก เดี๋ยวนี้รัฐบาลเขามีนโยบายให้เกษตรกร นำข้าวไปเข้าโครงการจำนำข้าวได้แล้ว” 
นายขาวถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “จำนำข้าวเสียดอกเบี้ยเหมือนเอานาฬิกาไปจำนำไหม” 

ผู้ใหญ่ตอบทันที่ว่า “มันคนละเรื่องกันแล้ว ไอ้ที่แกพูดน่ะ มันโรงจำนำ แต่การจำนำข้าวเปลือกก็คือการเอาข้าวไปฝากขายให้แก่รัฐบาลๆ เขาให้ตามราคาประกันไว้ เขาไม่เอาเปรียบชาวนาอย่างพวกเราหรอก”

    ท่าทางการประชุมยังจะหาข้อยุติไม่ได้ เพราะมีการแตกประเด็นกันไปเรื่อยๆ เอาละปล่อยให้สภาโคกไม้ขาวเขาประชุมกันต่อไปก็แล้วกัน เรามาเข้าเรื่องการคว่ำบาตรดีกว่า ซึ่งมีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจตามที่ผู้ใหญ่แกพูดว่ามันคืออะไรกันแน่ ในประเด็นดังต่อไปนี้

  ๑. คว่ำบาตรเป็นสังฆกรรมประการหนึ่ง ที่พระสงฆ์นำมาใช้ประกาศลงโทษอุบาสก อุบาสิกาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม เช่น ทำลายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น

    ๒. วัตถุประสงค์ของการคว่ำบาตร มิใช่เป็นการเอาเป็นเอาตายกับอุบาสก อุบาสิกาผู้มีพฤติกรรมเช่นนั้น แต่เป็นการลงโทษเพื่อให้เขาสำนึกตัว จะได้ไม่ทำอย่างนั้นอีก เมื่อเขาสำนึกผิด เข้ามาหาและขอโทษพระสงฆ์ พร้อมทั้งปฏิญาณตนว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีก พระสงฆ์ก็ต้องประกาศเลิกคว่ำบาตร ให้อภัย และให้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องแก่เขา พร้อมทั้งประกาศให้พระสงฆ์คบค้าสมาคม รับเครื่องไทยธรรมจากบ้านของบุคคลนั้นได้ตามปกติ

    จากประเด็นเรื่องการคว่ำบาตรนี้ ชาวบ้านได้นำเอาหลักการของพระสงฆ์มาใช้กันดังตัวอย่างข้างต้น ก็คงไม่ผิด ความหมายก็เหมือนเดิมคือเป็นการลงโทษด้วยการไม่คบหา ไม่ร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้บุคคลที่มีพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือสังคมได้สำนึก และกลับตัวกลับใจเป็นคนดี สังคมก็พร้อมที่จะให้อภัย แต่อย่างไรก็ต้องระมัดระวังนะครับ เพราะสังฆกรรมเป็นเรื่องที่ใช้เฉพาะพระสงฆ์ อาจสร้างความเข้าใจผิดให้แก่คนที่ไม่รู้ความเป็นมาในอนาคตได้
บท ความที่ผมนำมาลงนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักพิมพ์คุณา แต่หากท่านต้องการนำบทความเรื่องราวในบล๊อกของผมออกไปเผยแพร่ที่อื่นผมยินดี ครับ...เพียงแต่ขอให้ลงเครดิสให้กับอาจารย์ของผมนิด หน่อยตรงชื่อผู้เขียนว่า เขียนโดย ผศ.ธีรโชติ เกิดแก้ว จากสำนักพิมพ์คุณา ก็ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เรื่องที่ ๙ : คาถา : ไสยเวทย์หรือ หลักปฏิบัติเพื่อความดีงาม?


นายหมึกหน้าตาเศร้าหมอง ดูแล้วไม่มีราศีเอาเสียเลย เหมือนคนไร้จิตวิญญาณ เดินเข้าไปหาหลวงตาเท่ง ก้มลงกราบแล้วพูดด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า “หลวงตามีคาถาดีๆ ไหม” หลวงตาเท่งถามว่า “คาถาอะไรวะไอ้หมึก” นายหมึกตอบหลวงตาทันทีว่า “คาถาจีบสาวหรือทำให้สาวหลงนะ มีไหมหลวงตา” หลวงตาเท่งตอบว่า “มี แต่เป็นคาถาของพระพุทธเจ้านะ เอ็งจะเอาไหม” นายหมึกรีบตอบทันควันว่า “เอาซิหลวงตา ถ้าไม่เอาจะมาหาหลวงตาทำไม” (ดูมันใช้คำพูดกับพระซิ ยังกับเป็นเพื่อนเล่นของมันน่ะ)

    ขอยุติเรื่องตรงนี้ไว้ก่อนนะครับ เพื่อเข้ามาสู่ประเด็นเรื่องคาถาตามความเข้าใจของนายหมึกกับคำพูดของหลวงตาเท่ง คาถาในความคิดของนายหมึกคือเวทมนตร์ที่นำไปท่องหรือร่ายเพื่อให้เกิดสิ่งที่ตนต้องการ ในเรื่องก็คือเวทมนตร์ที่ทำให้สาวรัก แต่คาถาในความหมายของหลวงตาเท่งนั้น หมายถึง บทประพันธ์ประเภทร้อยกรองที่เรียกตามภาษาพระว่า “ฉันทลักษณ์” ซึ่งประกอบด้วย ๔ บาท ตามข้อบังคับของฉันท์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น

    อเสวนา จ พาลานํ      ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา
    ปูชา จ ปูชนียานํ        เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

    ฉันทลักษณ์ที่ยกเป็นตัวอย่างนี้เรียกว่า “ปัฏฐยาวัตรฉันท์” จะเห็นว่าในหนึ่งคาถาประกอบด้วย ๔ บาท (อเสวนา จ พาลานํ เป็นบาทหนึ่ง) ใจความสำคัญอยู่ที่ว่า คาถาที่หลวงตาเท่ง
พูดถึงนี้เป็นหลักคำสอนที่ต้องนำไปปฏิบัติตาม ไม่ใช่เกิดจากอำนาจของการสวด เสก เป่า จากคาถาตัวอย่างนี้มีหลักปฏิบัติ ๓ ประการ คือการไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต และการบูชาบุคคลที่ควรบูชา ต่อให้มีคาถาของพระพุทธเจ้าเต็มหัว สวด เสก เป่าจนลมหมดไส้ หมดพุง แต่ไม่ปฏิบัติตามก็ไร้ผล

    เรื่องนี้จบลงตรงที่ว่า หลวงตาเท่งได้ให้คาถาของพระพุทธเจ้าแก่นายหมึกไป ๓ ตัว คือ “อุ ป สุ” แล้วท่านก็ขยายความให้นายหมึกฟังว่า

    อุ นี้มาจาก อุฏฐานสัมปทา หมายถึง ขยันทำมาหากิน ไม่ใช่ขี้เกียจสันหลังยาวอย่างเอ็งทุกวันนี้ (ลืมบอกไปว่าเจ้านี้มันขี้เกียจตัวเป็นขน)

    ป มาจาก ปัญญา หมายถึง ต้องใช้ปัญญาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต อย่างน้อยต้องรู้จักแยกแยะว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรดี อะไรไม่ดี ก็มึงเล่นกินเหล้าเมามันทั้งวัน แล้วสาวคนไหนเขาจะเอามึงไปทำผัววะ (ลืมบอกไปว่าไอ้หมึกมันกินเหล้าหัวราน้ำเลยละครับ)

    สุ มาจาก สุจิ ไม่ใช่ อสุจิ นะโว้ย หมายถึง คนที่มีเสน่ห์ต้องเป็นคนมีความสะอาดทั้ง ๓ ทาง คือทางกายต้องไม่เบียดเบียนหรือไม่ทำร้ายชีวิตใครๆ ไม่ละเมิดทรัพย์สินของใคร และไม่ไป ล่วงละเมิดทางเพศกับคู่ครองหรือคนที่ไม่ใช่สามีภรรยาของตน ทางวาจาคือต้องไม่โกหกหลอกลวงใคร ไม่พูดคำหยาบคาย ไม่พูดยุแหย่ให้ชาวบ้านเขาผิดใจ แตกคอกัน และไม่พูดเรื่องที่ไร้สาระ พูดแต่คำที่เป็นจริง คำพูดที่ไพเราะอ่อนหวาน คำพูดที่ส่งเสริมให้คนรักใคร่ กลมเกลียวกัน และคำพูดที่มีสาระประโยชน์ ทางใจคือไม่คิดโลภอยากได้ของผู้อื่น ไม่พยาบาท อาฆาตมุ่งร้ายใคร และมีความเห็นที่ถูกต้อง ก็มึงเล่นทำตัวสกปรกซ๊กม๊ก น้ำท่าไม่ยอมอาบ เมาแล้วนอนให้หมาเลียปากอย่างนี้ อย่าว่าแต่คนปกติทั่วไปเลย คนบ้ามันยังไม่เอามึงไปทำผัวเลยว่ะ มึงต้องดูแลร่างกายให้สะอาดสะอ้านสมกับเป็นผู้เป็นคนหน่อย

    หลังจากที่ได้คาถาและทราบความหมายเป็นอย่างดีแล้ว นายหมึกก็นำคาถามาท่องจนขึ้นใจและปฏิบัติตามคาถาเหล่านั้นอย่างเคร่งครัด ในที่สุดนายหมึกก็เป็นคนหนึ่งที่มีฐานะมีอันจะกิน ต่อมา ได้มีสาวคนหนึ่งชื่อน้องน้ำค้างมาตกหลุมรักไอ้หมึก ในที่สุดทั้งสองก็แต่งงานกัน ปัจจุบันมีลูก ๓ คนแล้วครับ ใครจะเอาคาถาของหลวงตาเท่งไปใช้บ้างก็เชิญนะครับ รับรองได้ผลทุกราย


บท ความที่ผมนำมาลงนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักพิมพ์คุณา แต่หากท่านต้องการนำบทความเรื่องราวในบล๊อกของผมออกไปเผยแพร่ที่อื่นผมยินดี ครับ...เพียงแต่ขอให้ลงเครดิสให้กับอาจารย์ของผมนิด หน่อยตรงชื่อผู้เขียนว่า เขียนโดย ผศ.ธีรโชติ เกิดแก้ว จากสำนักพิมพ์คุณา ก็ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เรื่องที่ ๘ : คติ : ตายแล้วไปไหน?


บรรยากาศในงานเผาศพของตาเมฆเต็มไปด้วยความเศร้าโศก อาลัย ลานวัดแออัดไปด้วยคนที่รู้จักมักคุ้นและคนที่เคารพนับถือในตัวตาเมฆ เนื่องจากตาเมฆแกเป็นคนดี มีน้ำใจ เป็นคนที่เสียสละ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือสังคมเสมอมา หลังจากที่ทำพิธีสวดมาติกา บังสุกุล นำศพเวียนรอบเมรุ ทอดผ้าบังสุกุลหน้าศพ อ่านประวัติผู้ตาย ยืนไว้อาลัย ท่านประธานในพิธีขึ้นทอดผ้ามหาบังสุกุล พระภิกษุพิจารณาผ้ามหาบังสุกุล ประธานในพิธีวางดอกไม้จันทน์ พระสงฆ์ขึ้นวางดอกไม้จันทน์ ผู้ที่มาเผาศพต่างทยอยกันขึ้นวางดอกไม้จันทน์ และรับของที่ระลึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาเผาจริง หลังจากที่สัปเหร่อเปิดโลงศพให้ญาติดูหน้าตาเมฆเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็นำโลงศพตาเมฆเข้าเตาเผา ยายเมี้ยนภรรยาสุดที่รักของตาเมฆได้พูดขึ้นว่า “พี่ๆ ไปสู่ที่ชอบๆ เถอะนะ”

    ผู้อ่านฟังแล้วเข้าใจคำที่ยายเมี้ยนแกพูดกับสามีกันอย่างไรบ้าง บางคนบอกว่า “ที่ชอบๆ ในที่นี้ก็คือขอให้ผู้ตายไปยังสถานที่ที่ตัวเองอยากไป” บางคนบอกว่า “ให้ไปในที่ไม่มีทุกข์อีกแล้ว” ประเด็นนี้เองที่ทำให้เห็นถึงความเข้าใจของชาวบ้านยังไม่ตรงกับหลักการทางพระพุทธศาสนา ซึ่งผู้เขียนขอนำเสนอหลักการเรื่องนี้ไว้ ๒ ประเด็น คือ

    ๑. ความหมาย คำว่า “คติ” ในเรื่องนี้ หมายถึง ที่ไป หรือภพภูมิที่คนตายแล้วไปเกิด ซึ่งมีอยู่ ๒ ทางเลือก คือ (๑) สุคติ หมายถึง ทางไปหรือภพภูมิที่เกิดที่ดี มี ๒ ประการ คือ มนุษย์กับสวรรค์ การที่ยายเมี้ยนต้องการให้ตาเมฆที่ตายไปแล้วไปสู่ที่ชอบๆ นั้น หมายถึง แกต้องการให้ตาเมฆไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งซึ่งเทวดาบางชั้นก็ยังไม่หมดความทุกข์ เพราะยังไม่ได้หลุดพ้น หรือต้องการให้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง (๒) ทุคติ หมายถึง ทางไปหรือภพภูมิที่เกิดที่ไม่ดี มีอยู่ ๔ ประเภท คือ นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต และอสุรกาย เป็นภพภูมิที่คนไม่ปรารถนาจะไปเกิด เพราะไม่มีความเจริญ มีแต่ความทุกข์ทรมาน

    ๒. แนวทางปฏิบัติเพื่อเข้าสู่สุคติ โดยหลักการแล้วมีหลายประการ แต่สรุปแล้วก็จะอยู่ในกรอบของศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง หรือใช้หลักการที่สรุปไว้ในโอวาทปาติโมกข์ ๓ ประการ คือไม่ทำความชั่ว ทำความดี และทำใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ โดยเฉพาะประเด็นที่สามคือการพัฒนาจิตจนเกิดความบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสซึ่งเป็นวิธีการที่จะทำให้เราพบกับสันติสุข ปราศจากความทุกข์อย่างแท้จริง จัดเป็นเรื่องที่หลุดพ้นไปจากสุคติและทุคติ

    จากหลักการที่กล่าวข้างต้น อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงเรื่องคติได้ในระดับหนึ่ง ผู้อ่านที่ต้องการศึกษารายละเอียดขอให้ไปค้นคว้าหนังสือทางวิชาการที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอแนะนำหนังสือเรื่องหนึ่งที่คิดว่าจะให้รายละเอียดได้ดีคือหนังสือเรื่องมรณานุสติของหลวงพ่อปัญญานันทะ ภิกขุ

บท ความที่ผมนำมาลงนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักพิมพ์คุณา แต่หากท่านต้องการนำบทความเรื่องราวในบล๊อกของผมออกไปเผยแพร่ที่อื่นผมยินดีครับ...เพียงแต่ขอให้ลงเครดิสให้กับอาจารย์ของผมนิด หน่อยตรงชื่อผู้เขียนว่า เขียนโดย ผศ.ธีรโชติ เกิดแก้ว จากสำนักพิมพ์คุณา ก็ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เรื่องที่ ๗ : ข้าวหน้าโลงศพ : เอาไปตั้งให้ใครกิน?



หนูน้อยวัยไร้เดียงสาอายุ ๕ ขวบ เคล้าคลออยู่กับแม่ที่กำลังจัดแจงอาหารใส่สำรับเพื่อนำไปบูชาสามีที่นอนแน่นิ่ง ไร้ลมหายใจอยู่ในโลงศพ ด้วยความสงสัยลูกสาวผู้ไร้เดียงสาจึงถามผู้เป็นแม่ว่า “แม่เอาข้าวไปให้ใครกิน” แม่ตอบลูกว่า “ก็เอาไปให้พ่อของหนูกินไง” ลูกสาวถามขึ้นอีกว่า “ทำไมพ่อไม่มากินข้าวกับ เราเล่าแม่” ผู้เป็นแม่ชักน้ำตาซึม ทำท่าน้ำตาจะไหลอาบแก้มอีก ไม่รู้จะตอบลูกอย่างไร จึงตอบไปว่า “พ่อเขาไม่ว่างลูก” ลูกสาว ผู้ช่างสงสัยถามต่อไปอีกว่า “แล้วพ่อเขาไปไหนเล่าแม่” ผู้เป็นแม่ตอบเพื่อให้เรื่องมันจบลงว่า “พ่อไปสวรรค์จ้ะ”

หยุดเรื่องนำไว้เพียงแค่นี้ก่อนนะครับ ผู้เขียนน้ำตาจะไหลแทน ผงมันเข้าตานะ ไม่มีอะไรหรอก ประเด็นเรื่องการนำข้าวไปตั้งไว้หน้าโลงศพผู้ตายนั้น มีการเข้าใจผิดกันว่าเพื่อให้ผู้ตายได้กิน เรื่องนี้ถ้าท่านเป็นนักสังเกตจะเห็นว่าอาหารที่นำไปไว้หน้าโลงศพนั้นไม่แหว่งเลย ไม่เห็นมีใครสักคนที่ตายไปแล้วลุกมากินข้าวได้ ถ้ามีพระที่นั่งอยู่บนอาสนสงฆ์คงวิ่งหนีก่อนโยมเป็นแน่ มีแต่แมวกับหมาเท่านั้นที่มักมาแอบกิน มีประเด็นที่ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านทราบเพิ่มเติมหลายประการ แต่ขอสรุปไว้ ๓ เรื่อง คือ

๑. คนไทยเรานับถือผีสาง นางไม้มาก่อน มีความเชื่อว่าคนเราเวลาตายวิญญาณจะออกจากร่าง และวิญญาณนี่เองที่มีหลายคนเข้าใจว่า ผี ซึ่งไม่ตรงกับหลักการทางพระพุทธศาสนา ดังนั้นเมื่อคนตายแล้วจึงต้องทำการเซ่นดวงวิญญาณเหมือนกับการเซ่นผีสาง นางไม้นั่นเอง

๒. การสอนจริยธรรมคือความกตัญญู กตเวทีแก่ญาติของคนตาย ให้ระลึกถึงคุณความดีของผู้ตาย ตามหลักการทางพระพุทธศาสนาเรื่องทิศ ๖ ที่กล่าวถึงหน้าที่ของบุตรที่จะต้องปฏิบัติต่อพ่อแม่ไว้ในข้อที่ ๕ คือเมื่อท่านตายแล้วต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่าน หลักการนี้มิได้จำกัดเฉพาะผู้เป็นพ่อแม่เท่านั้น คนอื่นๆ ที่ตายก็ต้องปฏิบัติทำนองนี้เหมือนกัน แต่ที่เห็นว่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือถ้าเรารู้ว่าใครเป็นที่รัก มีบุญคุณต่อเรา การที่เราจะตอบแทนคุณหรือความดีของคนนั้นก็ควรที่จะตอบแทนเสียในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เขาตายแล้วจึงเอานั่น เอานี่ไปให้กิน มันสายไปแล้วละท่านทั้งหลายเอ๋ย

๓. การสอนให้คนเห็นสัจธรรม ที่ว่าคนตายไปแล้วหมดโอกาสที่จะทำเรื่องต่างๆ ในโลกนี้ไปแล้ว โดยดูจากการที่ญาติเอาอาหารดีๆ อาหารโปรดไปวางไว้ก็ยังลุกมากินไม่ได้เลย กรณีอื่นๆ ก็เช่นกัน เช่น ญาติไปเคาะโลงศพให้ผู้ตายมากราบพระ รับศีล ฟังพระสวดมนต์ ฟังพระแสดงธรรม ทำได้ที่ไหนละครับ เพราะฉะนั้น ใครที่คิดว่าชีวิตมีค่า ก็ควรสร้างค่าให้แก่ชีวิตด้วยความดีเสียในขณะที่ยังมีลมหายใจนะครับ หมดลมหายใจก็เท่ากับหมดโอกาส ไว้แก้ตัวกันในชาติหน้าก็แล้วกัน

จะเห็นว่าการที่บรรพบุรุษของเราสอนให้ญาตินำเอาข้าวไปวางไว้หน้าโลงศพคนตายมีความหมายมากกว่าการเอาไปตั้งไว้ให้ผู้ตายได้กินที่หลายคนเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นโปรดเข้าใจให้ถูกต้องนะครับ
หากท่าน ต้องการนำบทความเรื่องราวในบล๊อกของผมออกไป เผยแพร่ที่อื่นผมยินดีครับ...เพียงแต่ขอให้ลงเครดิสให้กับอาจารย์ของผมนิด หน่อยตรงชื่อผู้เขียนว่าเขียนโดย ผศ.ธีรโชติ เกิดแก้ว จากสำนักพิมพ์คุณา ก็ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เรื่องที่ ๖ : ขันธ์ : มันคืออะไรกันแน่?


ณ วงเหล้าร้านตาคำ หนุ่มวัยฉกรรจ์ ๕ คน กำลังถองเหล้าขาวกับมะขามเปียกกันอย่างได้ที่ นายอินพูดขึ้นมาว่า “เมื่อวานกูไปฟังเทศน์ที่วัดมา หลวงตาคงแกเทศน์เรื่องขันธ์ว่ะ ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่า ขันธ์มันคืออะไร พวกมึงรู้ไหมว่าขันธ์มันคืออะไรกันแน่” 

นายนาพูดขึ้นมาทันทีว่า “โถ ! จะไปยากอะไร ขันก็คือภาชนะที่ตักน้ำกินอย่างไงเล่าไอ้โง่ บ้านมึงไม่มีขันตักน้ำกินหรือไง หรือใช้แต่กะลาวะไอ้อิน” 

นายอยู่พูดขึ้นมาบ้างว่า “พวกเองไม่เข้าใจ ขันเนี่ยะมันแปลได้หลายอย่าง ที่ไอ้นามันบอกก็ใช่ แต่ขันมันยังหมายถึง คำที่เป็นกิริยาด้วยนะมึง (ชักเล่นวิชาการ) เช่น ไก่ขันอย่างไรละ มึงไม่เคยได้ยินกันหรืออย่างไร หรือไก่พวกเอ็งไม่ขันตอนเช้าวะ ถ้าอย่างนั้นพวกเอ็งเอาไก่ไปปล่อยที่วัดได้แล้ว” (นายอยู่แกพูดมีนัย) สรุปแล้วธัมมสากัจฉา (การสนทนาธรรม) ในวงเหล้าไม่ได้ข้อสรุปอะไร 

    จากตัวอย่างของการสนทนาธรรมในวงเหล้าข้างต้นจะเห็นว่ามีการเข้าใจผิด จากคำว่า “ขันธ์” แต่ฟังผิดเป็นคำว่า “ขัน” ทำให้สื่อความหมายไปคนละทิศละทาง เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนี้ ผู้เขียนขออธิบาย คำว่า “ขันธ์” ไว้เป็น ๒ ความหมาย คือ

    ๑. ขันธ์ หมายถึง ส่วนที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต เข้าใจว่าผู้อ่านคงได้ยินคำพูดที่ว่า “ชีวิตคนเราประกอบด้วยขันธ์ ๕” หมายความว่า ส่วนที่เป็นองค์ประกอบของชีวิตของคนมีอยู่ ๕ ประการ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เรียกสั้นๆ ว่า รูปกับนาม องค์ประกอบคือรูปจัดเป็นรูปหรือส่วนที่เป็นร่างกายทั้งหมด (สสาร) องค์ประกอบคือเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จัดเป็นนาม คือสภาวะที่ไม่มีรูปร่าง ตัวตน (อสสาร) คิดว่าคงทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องนี้ขึ้นมาบ้างนะครับ
    ๒. ขันธ์ หมายถึง หมวด ผู้อ่านคงได้ยินคำพูดที่ว่า “หลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามีมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์” ขันธ์ในประเด็นนี้ มุ่งไปที่หัวข้อธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ โดยสรุปมีอยู่ ๕ หมวด คือ (๑) หมวดศีล เช่น ปาติโมกขสังวร กายสุจริต สัมมาวาจา เป็นต้น เรียกว่า “สีล-ขันธ์” (๒) หมวดสมาธิ เช่น สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นต้น เรียกว่า “สมาธิขันธ์” (๓) หมวดปัญญา เช่น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น เรียกว่า “ปัญญาขันธ์” (๔) หมวดวิมุตติ เช่น วิราคะ วิสุทธิ นิพพาน เป็นต้น เรียกว่า “วิมุตติขันธ์” (๕) หมวดวิมุตติญาณทัสสนะ เช่น ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ เรียกว่า “วิมุตติญาณทัสสนขันธ์” 

    คำสอนของพระพุทธเจ้าแม้แต่จะมีมากเพียงใดก็ตาม ถ้าสรุปลงก็อยู่ในไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา และรวมลงเหลือเพียงหนึ่งเดียวคือความไม่ประมาท 
บทความที่ผมนำมาลงนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักพิมพ์คุณา แต่หากท่านต้องการนำบทความเรื่องราวในบล๊อกของผมออกไป เผยแพร่ที่อื่นผมยินดีครับ...เพียงแต่ขอให้ลงเครดิสให้กับอาจารย์ของผมนิด หน่อยตรงชื่อผู้เขียนว่าเขียนโดย ผศ.ธีรโชติ เกิดแก้ว จากสำนักพิมพ์คุณา ก็ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เรื่องที่ ๕ : ขันติ : อดทนอย่างไรถึงจะถูกต้อง?


เช้าวันหนึ่งนายกระโดนตะโกนลั่นทุ่งว่า “ขันติโว้ย ขันติๆ” พาเอาเพื่อนฝูงตกอกตกใจ บางคนพูดว่า “แหม! วันนี้ไอ้กระโดนเล่นธรรมะแต่เช้าเชียว” ทิดแดงนักบวชเก่าอดสงสัยไม่ได้จึงถามขึ้นว่า “ไอ้กระโดน ไอ้ขันติที่แกพูดเนี่ยะ มันหมายความว่าอะไรวะ”  

นายกระโดนชักไม่พอใจ คิดว่าทิดแดงลองภูมิ จึงตอบไปว่า “แหม! ทิดก็น่าจะรู้นะว่าขันติมันแปลว่าอะไร ถ้าไม่รู้ก็นับว่าบวชเปลืองข้าววัด รู้แล้วแกล้งทำมาลองภูมิ เดี๋ยวพัดหลังมือซะนี่” นายกระโดนแกเล่นแรง สรุปว่า การสนทนาของคนทั้งสองยังไม่ได้ข้อสรุป อย่างนั้นผู้เขียนขอสรุปให้เองก็ได้ การที่นายกระโดนแกร้องขันติโว้ย ขันติๆ น่ะ เพราะแกถูกเมียด่าแต่เช้ามืด ด่าตอนไหนก็ไม่ด่า มาด่าตอนกำลังโก่งตูดนอนอยู่อย่างสบาย จะไม่ให้เมียแกด่าได้อย่างไร ก็แกเล่นกินเหล้าเมาตั้งแต่หัวค่ำจน ๒ โมงเช้า (๐๘.๐๐ น.) ก็ยังไม่ตื่น เพื่อนบ้านพากันจูงควายออกไปไถไร่ไถนาได้เป็นไร่ๆ แล้ว 

นี่คือสาเหตุที่เมียแกด่า แต่นายกระโดนไม่กล้าหือกับเมียแกหรอก เพราะแกเป็นคนกลัวเมียอย่างกับหนูกลัวแมประมาณนั้น ขนาดเมียแกใช้ให้ซักผ้า แกยังโดดถีบเอาเสียเลย (ถีบจักรยานไปซื้อแฟ็บมาซักผ้าจ้า) ข้อดีของแกก็คือเวลาเมียแกด่าทีไร แกจะไม่โต้ตอบ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม คงรู้ตัวเองว่าผิดนะซิ อย่างมากแกก็จะตะโกนออกมาว่า “ขันติ ขันติโว้ย”

    จากตัวอย่างจะเห็นการใช้ขันติเพื่อสร้างความงดงามให้แก่ตัวเองของนายกระโดน แต่มีอีกหลายกรณีที่ชี้ให้เห็นว่าคนใช้คุณธรรมข้อนี้อย่างไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น

    ตัวอย่างที่หนึ่ง นายเหี้ยมหาญ ฉายามือปืนร้อยศพ ใช้ความอดทน (ขันติ) อย่างสูงในการดักรอเพื่อที่จะยิงนายตี๋เล็กหัวคะแนนของนายโตผู้สมัครรับเลือกตั้งกำนันตำบลมะกอกขม เขาใช้ความเพียรพยายามและความอดทนดักรออยู่ ๗ วัน จึงฆ่านายตี๋เล็กได้สำเร็จ

    ตัวอย่างที่สอง นายอดโซ จอมลักเล็กขโมยน้อย เป็นนักย่องเบาที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านอย่างมาก วันหนึ่งเขาใช้ความพยายามและความอดทนเหม็นกลิ่นขี้หมู โดยการลุยเข้าไปในคลองระบายน้ำที่มีแต่น้ำขี้หมู เพื่อจะเข้าไปขโมยของที่บ้านตาสอน ในที่สุดมันก็ลักปั๊มน้ำที่บ้านตาสอนไปแลกยาบ้าจนได้



    จากตัวอย่างที่ยกมาทั้ง ๒ กรณี ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวแม้จะออกมาจากขันติ แต่เป็นพฤติกรรมที่เป็นอกุศลกรรมจึงเป็นเรื่องที่ผิดจากหลักการทางพระพุทธศาสนา สรุปก็คือบุคคลตัวอย่างได้ใช้ธรรมที่ผิดไปจากหลักการ และเป็นการใช้ธรรมอย่างขาดปัญญา เพราะมองไม่เห็นโทษที่จะเกิดขึ้นกับตนและบุคคลอื่น นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น เรื่องความอดทนต้องใช้ในเรื่องที่ดีงาม สร้างสรรค์จึงจะถูกธรรม

บทความที่ผมนำมาลงนี้ เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักพิมพ์คุณา แต่หากท่านต้องการนำบทความเรื่องราวในบล๊อกของผมออกไป เผยแพร่ที่อื่นผมยินดีครับ...เพียงแต่ขอให้ลงเครดิสให้กับอาจารย์ของผมนิดหน่อยตรงชื่อผู้เขียนว่าเขียนโดย ผศ.ธีรโชติ เกิดแก้ว จากสำนักพิมพ์คุณา ก็ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ